ต้นไม้ดอกสีทองและแพะอัปลักษณ์

แดง
rro79

ชายชาวสวนคนหนึ่งมีอาชีพปลูกไม้ดอกไม้ประดับ วันหนึ่ง ชาวสวนผู้นี้สังเกตเห็นแสงกะพริบมาจากต้นไม้ต้นหนึ่งที่เขาเพาะไว้ในกระถาง จึงเดินเข้าไปดู แล้วก็ต้องร้องด้วยความประหลาดใจ เมื่อพบว่าต้นไม้ที่อยู่ในกระถางนั้นออกดอกเป็นสีทองอร่ามสวยงามยิ่งนัก หลังจากนิ่งคิดด้วยความตกตะลึงอยู่พักใหญ่ ชายชาวสวนก็คิดไว้ว่า บางทีต้นไม้ต้นนี้อาจจะกลายพันธุ์ จึงทำให้ออกดอกเป็นสีทองผิดจากต้นไม้ต้นอื่นซึ่งเป็นพันธุ์เดียวกัน

“ดีแล้ว” ชายชาวสวนร้อง เพราะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “เราจะเอาต้นไม้ดอกสีทองต้นนี้ไปมอบให้เจ้าเมืองของเรา ในฐานะที่ท่านเป็นคนดี และดูแลชาวสวนอย่างเราด้วยดีมาโดยตลอด และเมื่อท่านได้เห็นต้นไม้ต้นนี้ ท่านจะยิ่งพอใจ หากสวนดอกไม้ของเรามีปัญหาอันใดในภายหลัง เราจะได้เข้าไปคุยกับท่านได้สะดวกยิ่งขึ้น” ว่าแล้วชายชาวสวนก็จัดแจงแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย และยกกระถางต้นไม้ดอกสีทองขึ้นวางบนศีรษะ ก่อนจะเดินออกจากบ้านไปอย่างอารมณ์ดี ระหว่างทางไปบ้านท่านเจ้าเมืองนั้น ชายชาวสวนได้พบเพื่อนบ้านคนหนึ่งเดินแบกลูกแพะไว้บนหลังผ่านมาพอดี จึงหยุดพูดคุยกัน เพื่อนบ้านถามขึ้นก่อนว่า “นั่นท่านจะเอาต้นไม้ไปไหน และเหตุใดต้องทูนไว้บนศีรษะ” ชายชาวสวนตอบว่า “อ้อ พอดีต้นไม้นี้ออกดอกงามเหลือหลาย ข้าจึงจะนำไปให้ท่านเจ้าเมือง ที่ต้องทูนไว้ ก็เพราะเป็นของขวัญมีค่า จะให้อุ้มหรือลากไปก็เกรงว่าจะไม่เหมาะ” แล้วชายชาวสวนก็ถามเพื่อนบ้านกลับว่า “แล้วท่านจะไปไหน เหตุใดต้องแบกลูกแพะไว้บนหลังด้วยเล่า ไยไม่ให้มันเดินเอง” เพื่อนบ้านตอบว่า “ข้าไปเยี่ยมแม่มา แม่ข้าก็เลยให้ลูกแพะหน้าตาอัปลักษณ์ตัวนี้แก่ข้า เพราะหน้าตามันแปลก พอพวกเด็กๆ เห็นก็จะเอาก้อนหินขว้างใส่มัน ข้าสงสารก็เลยต้องแบกมันไว้อย่างนี้จนกว่าจะถึงบ้าน” ชายชาวสวนมองหน้าลูกแพะก็เห็นว่าหน้าตาของมันอัปลักษณ์เอาเรื่องอยู่ จากนั้นทั้งสองคนก็ชวนกันคุยเรื่องสัพเพเหระอยู่เป็นเวลานาน โดยไม่วางกระถางต้นไม้ที่ทูนอยู่บนศีรษะ และแพะที่แบกอยู่บนหลังแต่อย่างใด เมื่อหมดเรื่องคุยแล้ว ทั้งสองจึงกล่าวลา และแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง ชายชาวสวนมุ่งหน้าไปยังบ้านของท่านเจ้าเมืองโดยไม่แวะที่ใดอีก ครั้นมาถึงหน้าบ้าน ได้พบคนเฝ้าประตู จึงแจ้งความประสงค์ไปว่า “ข้ามาพบท่านเจ้าเมืองเพื่อมอบต้นไม้ที่ออกดอกสีทองแก่ท่าน” คนเฝ้าประตูซึ่งเป็นชายฉกรรจ์สองคนมองหน้ากันแล้วหัวเราะอย่างขบขัน “ดูให้ดีๆ เสียก่อนเจ้า” คนเฝ้าประตูคนหนึ่งพูดขึ้น “ดอกไม้สีทองอะไรที่ไหน ข้าไม่เห็นจะมี มีแต่ต้นไม้โกร๋นๆ ต้นหนึ่งอยู่บนหัวของเจ้าเท่านั้น” ชายชาวสวนฟังแล้วตกใจมาก รีบยกกระถางต้นไม้ลงมาดู และพบว่า เป็นไปตามที่คนเฝ้าประตูพูดเอาไว้จริงๆ ต้นไม้ของเขาเหลือเพียงกิ่ง และก้านสีน้ำตาลธรรมดาๆ ไม่มีดอกไม้สีทอง หรือแม้กระทั่งใบสักใบหลงเหลืออยู่เลย “ต้องเป็นตอนที่เราหยุดคุยกับเพื่อนบ้านของเราแน่ๆ เพราะไม่ทันระวังเจ้าแพะอัปลักษณ์ก็เลยกินดอกไม้สีทองจากต้นไม้ของเราจนหมด…โธ๋เอ๋ย ไม่น่าหยุดคุยนานเลยเรา” ชายชาวสวนรู้สึกเศร้าใจมากที่ไม่ได้พบท่านเจ้าเมือง และมอบของให้ท่านตามที่ตั้งใจไว้ แต่จะให้ทำอย่างไรได้ นอกจากจะนำกระถางต้นไม้ที่ไม่มีดอกเดินกลับบ้านไปด้วยความผิดหวัง

บทสรุปของผู้แต่ง

เรื่องนี้มีนัยยิ่งใหญ่เกี่ยวกับการเดินทางในช่วงชีวิตของคนเรา คือว่า เมื่อเราเกิดมา และมีชีวิตที่ต้องดำเนิน การเดินทางในเส้นทางแห่งชีวิตของเราก็จะเริ่มต้นทันที ระหว่างนั้นเราจะได้พบเจออะไรมากมายทั้งดี และไม่ดี ถ้าพบเรื่องดี ชีวิตก็จะมีแต่สิ่งดีๆ ผ่านเข้ามา แต่หากหยุดแวะและทักทายกับความไม่ดี ชีวิตก็จะพบแต่เรื่องแย่ๆ คงไม่ต้องบอกใช่ไหมว่าแย่แค่ไหน เพราะที่บางคนเจอนั้น แค่หลงผิดวูบเดียวก็ทำให้ทั้งชีวิตพังภินทร์ได้แล้ว

การคบเพื่อนเป็นหนึ่งในเรื่องที่ต้องเจอในระหว่างการเดินทางไปตามเส้นทางสายชีวิต ถ้าเธอได้พบเพื่อนดีๆ เพื่อนดีๆ จะชี้เส้นทางไปสู่ความสุข ซึ่งเป็นจุดหมายในชีวิตให้แก่เรา แต่ถ้าคบเพื่อนไม่ดี การเดินทางก็กวัดแกว่ง หาจุดหมายในชีวิตไม่ได้ สุดท้ายชีวิตก็จะเสียหาย และไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ก็เหมือนกับลูกแพะอัปลักษณ์ในเรื่องนี้ที่กินดอกไม้สีทองของชาวสวนจนหมดต้นโดยที่เขาไม่ทันได้รู้ตัวนั่นแหละ

ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ ที่เอื้อเฟื้อนิทานสอนใจดีๆ ในชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ

ข้อมูลโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
rro79

Advertisements

เด็กเลี้ยงแกะ

ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีเด็กเลี้ยงแกะ อยู่คนหนึ่ง ทุกวัน…ทุกวัน…เด็กเลี้ยงแกะคนนี้ จะต้องต้อนฝูงแกะของตน ออกไปหากินหญ้าที่เนินเขาใกล้ชายป่าอยู่สมอมา…และเมื่อเขาได้นำฝูงแกะมาถึง ที่หมายแล้ว ก็จะต้องนั่ง เฝ้าเพื่อคอยปกป้องให้พ้นจากการเป็นเหยื่อของหมาป่า อยู่จนกว่าพวกแกะทั้งฝูงจะกินหญ้าเสร็จ ซึ่งมันก็เป็น หน้าที่ประจำวันที่แสนจะน่าเบื่อหน่ายอย่างที่สุดของเขา เมื่อทุกวัน ๆ จำจะต้องทำอย่างซ้ำซากจำเจและหลีกเลี่ยง ไม่ได้อย่างนั้น เขาจึงรู้สึกเบื่อหน่ายและแสนที่จะเซ็ง…อย่างที่สุดขึ้นมาเข้าวันหนึ่ง จึงคิดหาเรื่องสนุก ๆ ทำเล่น เพื่อให้คลายความเครียดและเกิดความสนุกสนานขึ้นมาเสียสักหน่อย…ท่าจะดี และเมื่อคิดได้อย่างนั้นแล้ว จึงแกล้งร้องตะโกน ขึ้นด้วยเสียงอันดัง พร้อมทั้งวิ่งอย่างตระหนกตกใจเข้าไปในหมู่บ้าน ปากก็ร้องตะโกนโหวก เหวกไปตลอดทางว่า ” ช่วยด้วยจ้า ! ช่วยด้วยจ้า….หมาป่ามากินแกะแล้ว…ช้วยด้วยเจ้าข้า… ” พวกชาวบ้านเมื่อ ได้ยินว่ามีหมาป่าออกมาดังนั้น จึงพากันวิ่งเข้ามาหมายจะช่วยพร้อมด้วยอาวุธต่าง ๆที่พอจะมีกัน…แต่แล้วเมื่อ พากันวิ่งมาถึงตรงที่พวกฝูงแกะอยู่นั้น ก็ไม่พบและเห็นว่ามี หมาป่าอยู่ที่ไหนเลยสักตัวเดียว แล้วยังแถมมองเห็น ว่าพวกแกะนั้นกำลังเล็มหญ้ากินกันอย่างสบายใจ เด็กเลี้ยงแกะแอบหัวเราะขึ้นในใจ อย่างถูกใจเป็นที่สุด ที่ หลอกทุกคนได้ ” ฮ่า ๆๆๆ ฮู่ ๆๆๆๆ ขำว่ะคนโดนเด็กหลอก ฮ่า ๆๆๆ ” เจ้าเด็กเลี้ยงแกะยิ้มหน้าระรื่นพร้อมทั้ง ได้บอกกับพวกชาวบ้านที่กำลังยืนงงกันอยู่นั้น อย่างมองแล้วก็รู้ว่าโดนเด็กหลอกให้เข้าอย่างเต็มเปาเลยหละว่า ” พวกท่าน ฮึ ๆๆ มาช้าไปนิดเดียวแค่เส้นยาแดงผ่าแปดเอง หมาป่ามันวิ่งหนีไปทางโน้น…แล้วหละ ฮึ ๆๆๆ “

 พวกชาวบ้านเมื่อได้ฟังดังนั้น และเห็นเด็กเลี้ยงแกะทำท่าหัวเราะถูกใจ อย่างสุดที่จะระงับด้วยอาการแบบนั้นเข้า ก็รู้ทันทีว่าพวกเขาได้โดนหลอกเสียแล้ว ต่างก็ให้เป็นโมโหกันอย่างมาก ด้วยเพราะต้องเสียเวลาทำงานของพวก เขาไปโดยปล่าวประโยชน์เหมือนไร้ค่าแบบน่าโมโหอย่างนั้น เด็กเลี้ยงแกะเมื่อหลอกใคร ๆได้สำเร็จ ก็ให้เป็นรู้สึก สนุกสนานเป็นอย่างมาก แล้วจากนั้น เขาก็ยังแกล้งหลอกแบบเดิม ให้ชาวบ้านพากันวิ่งหน้าตื่นเข้ามาช่วย ได้อีก 2-3 ครั้ง

จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้มีหมาป่าออกมาไล่จับกินแกะเข้าจริง ๆ คราวนี้เด็กเลี้ยงแกะ ตาเหลือก หน้าซีดวิ่งร้อง เสียงหลงเลยทีเดียว และได้เข้าไปขอร้องผู้คนเป็นการใหญ่ ” ช่วยด้วยจ้า ! ช่วยด้วยจ้า….หมาป่ามากินแกะแล้ว… ช้วยด้วยเจ้าข้า ! ” เขาตะโกนร้องขอความช่วยเหลือจนหอแหบ คอแห้งไปหมด แต่พวกชาวบ้านนั้น ด้วยทุกคน ก็ได้เคยโดนหลอกอย่างนี้มาแล้วหลายหน จึงไม่สนใจและเดินหนีกันไปหมดทุกคนเลยนั่นแหละ….

จะมีใครเล่า…ที่จะเชื่อคนที่เคยและชอบ โกหกพกลมอย่างนี้…สักคนเล่า…และในที่สุด ฝูงแกะทั้งฝูงของเด็กเลี้ยง แกะผู้ชอบปด ก็เลยจำต้องโดนหมาป่าเขมือบกินเป็นอาหารไปเสียจนหมด ไม่มีเหลือเลยสักตัว เด็กเลี้ยงแกะเลย จำต้องมานั่งร้องให้โอดครวญอย่างน่าสงสารอยู่ตรงข้างซาก ของฝูงแกะของตัวเอง และพูดทั้งน้ำตาว่า ” ไม่ควร เล้ย..เพราะข้าไม่ดีเอง ขี้โกหกโป้ปดมดเท็จ เพราะเห็นเป็นเรื่องสนุก กว่าจะรู้ว่ามันไม่ดี…ฮื่อ ๆๆๆ ก็สายไปเสีย แล้ว ฮื่อ ๆๆๆ ” เขานั่งร้องให้ขี้มูกโป่งด้วยความเศร้าโศรก อย่างที่เรียกว่า ผิดครั้งนี้..เล่นเอา เขาจำต้องหัวเราะไม่ ออกไปอีกนานเลยทีเดียวเลยหละ ”

 คติสอนใจจากนิทานอีสปเรื่องนี้:

“คนที่มักหรือชอบพูดโป้ปดมดเท็จ เมื่อถึงคราวพูดจริงก็ยากที่จะมีใครสักคนเชื่อ”